คุยกับ “รศ.ดร.วิน เชยชมศรี”กับหนึ่งในทรัพย์สินทางปัญญา”เลือดจระเข้แคปซูล”ที่แรกในโลก

หากพูดถึงสัตว์เศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่งของไทยคงจะไม่พูดถึง“จระเข้”ก็คงจะไม่ได้เพราะประเทศไทยเป็นแหล่งฟาร์มเลี้ยงจระเข้ส่งออกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกมีมูลค่าการค้าโดยรวม3,500-4,000ล้านบาท/ปีโดยจระเข้ตัวหนึ่งๆสามารถทำรายได้ได้หมดทุกส่วนตั้งแต่หัวจรดหางไม่ว่าจะเป็นเนื้อกระดูก หนัง ไม่เว้นแม้แต่ “เลือดจระเข้” ที่มีการทำวิจัยและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

 

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ รศ.ดร.วิน เชยชมศรี แห่งภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในทีมวิจัยเลือดจระเข้ระเหิดแห้ง จนกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริม “เลือดจระเข้แคปซูล” รายแรกของประเทศไทยและของโลก ที่ได้นำผลงานมาเข้าร่วมจัดแสดงในงานมหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา (IP Fair 2017) เมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา

อาจารย์วิน เชยชมศรี
อาจารย์วิน เชยชมศรี

จุดเริ่มต้นของงานวิจัยเลือดจระเข้นี้อ.วิน เล่าว่า ในตำรายาแผนโบราณนั้นมักจะมีเลือดจระเข้ ดีจระเข้เป็นส่วนผสมอยู่แล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่าเวลาไปตามฟาร์มจระเข้ เรามักจะได้ยินผู้ที่มีปัญหาโรคมะเร็ง เบาหวาน หรือแม้แต่โลหิตจางไปขอเลือดจระเข้มารับประทาน รวมถึงมองเห็นปัญหาของอุตสาหกรรมฟาร์มจระเข้ที่ใช้ทุกส่วนในการผลิตผลิตภัณฑ์ แต่กลับทิ้งเลือดที่เป็นของดีไปโดยไม่เกิดประโยชน์ จึงคิดวิจัยนำเลือดจระเข้มาสร้างประโยชน์ให้ถูกต้องตามกระบวนการ และเป็นที่ยอมรับขององค์การอาหารและยา (อย.) ด้วย

 

แต่กว่าจะมาเป็นเลือดจระเข้แคปซูลนั้นทีมวิจัยได้ทำการวิจัยมากแล้วมากกว่า10ปีโดยได้คิดค้นอุปกรณ์เจาะเก็บเลือดจระเข้ปริมาณมากรวมถึงการนำเทคโนโลยีฟรีซดราย(Freezedry)ทำให้เลือดจระเข้อยู่ในรูปแบบแห้ง เพื่อให้เลือดที่ได้มานั้นปราศจากสารปนเปื้อนและมีคุณภาพดีที่สามารถใช้กับคนได้ ซึ่งได้ยื่นขอจดอนุสิทธิบัตรเมื่อปี พ.ศ.2549

 

“สิ่งที่สำคัญคือความสะอาด เพราะเราเอามาใช้กับคน เปรียบเหมือนกับการเจาะเลือดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งสามารถทำได้โดยตรง ไม่มีการติดเชื้อ จึงได้ใช้หลักการเดียวกันหาวิธีทำให้เลือดจระเข้มีคุณภาพ และไม่มีการปนเปื้อน” อ.วิน กล่าว

 

ด้านตลาดเลือดจระเข้แคปซูลนั้นอยู่ที่ประเทศจีนเป็นหลัก ส่วนตลาดในประเทศไทยนั้น อ.วิน ระบุว่า เลือดจระเข้แคปซูลเป็นที่รู้จักแต่จะเยอะเฉพาะกลุ่ม โดยแต่ละปีใช้เลือดจระเข้ 1 หมื่นลิตร สามารถผลิตได้แค่ 4 ล้านเม็ด

 

“เกษตรกรที่จะกล้าเข้ามาทำจะต้องลงทุนสูงและมีคอนเน็กชั่นกับฟาร์มเลี้ยงจระเข้ ซึ่งส่วนใหญ่เลือดที่ได้มานั้นมาจากการบริจาค และรับซื้อจากฟาร์ม ส่วมมากจะเป็นฟาร์มขนาดใหญ่”

 

อย่างไรก็ตาม อ.วิน ระบุว่ายังมีอีกปัญหาหนึ่งที่รัฐบาลควรเข้ามาช่วยเพื่อผลักดันให้เป็นประเทศไทย 4.0 ในด้านของสุขภาพนั้น คือการต่อยอดงานวิจัย ที่ตอนนี้ยังเป็นได้แค่เพียง”อาหารเสริม”เท่านั้นไม่ใช่ “ยา”

 

“อยากให้รัฐบาลหาทีมแพทย์มารองรับ และทำวิจัยติดตามผลต่อยอด เพื่อให้สามารถผลิตและจดทะเบียนเป็นยาได้”

 

นอกจากนี้อ.วินทิ้งท้ายด้วยความหวังในอุตสาหกรรมส่งออกผลิตภัณฑ์จากจระเข้ไม่ว่าจะเป็นเครื่องหนังอาหารรวมถึงอาหารเสริมซึ่งเป็นที่ยอมรับของทั่วโลกแต่เว้นอยู่ประเทศเดียวคือสหรัฐอเมริกาที่เป็นประเทศนำเข้าผลิตภัณฑ์จากสัตว์เลื้อยคลานมากที่สุดในโลกแต่ไทยไม่สามารถนำเข้าไปขายได้เนื่องจากติดอนุสัญญาไซเตสที่กำหนดให้จระเข้ในประเทศไทยเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ห้ามนำเข้าอเมริกาเพื่อการค้าโดยเด็ดขาดถ้าหากไทยสามารถเลื่อนระดับของอนุสัญญาฯลงได้จะทำให้มีโอกาสทางการค้ามากขึ้น

 

หวังว่ารัฐบาลจะหันมาเร่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมส่งออกผลิตภัณฑ์จากจระเข้ให้มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของทั่วโลก

 

ที่มา: www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1494563885#